สารบัญ
- ล่องเรือชมวัดใต้น้ำ สังขละบุรี คืออะไร
- จากวัดหลวงพ่ออุตตมะสู่โบสถ์กลางทะเลสาบ
- เดือนที่เห็นโบสถ์เก่า: ระดับน้ำรายเดือนของเขื่อนวชิราลงกรณ
- ล่องเรือ 3 วัด หมายถึงวัดใดบ้าง
- จุดขึ้นเรือและสิ่งที่เห็นระหว่างทาง
- ราคาเรือและเรื่องที่ควรตกลงก่อนจอง
- ความปลอดภัยบนเรือและมารยาทในเขตโบสถ์เก่า
- ล่องเรือในแผนเที่ยวสังขละบุรีหนึ่งวัน
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการล่องเรือ สังขละบุรี
- เชิงอรรถและแหล่งข้อมูล
ล่องเรือชมวัดใต้น้ำ สังขละบุรี คืออะไร
ล่องเรือชมวัดใต้น้ำ สังขละบุรี คือการนั่งเรือออกจากย่านสามประสบไปยังโบสถ์ของวัดวังก์วิเวการามเดิม ซึ่งจมอยู่ในทะเลสาบเหนือเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรีระบุว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะ ถูกน้ำท่วมในช่วงที่สร้างเขื่อน และจมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 30 ปี ในช่วงน้ำลดจึงเห็นตัวโบสถ์ได้ชัดเจน[2]
เทศบาลตำบลวังกะเรียกสถานที่นี้ว่าวัดใต้น้ำหรือวัดจมน้ำ และอธิบายว่าคือวัดวังก์วิเวการามเดิม หลายคนเรียกว่าเมืองบาดาล เพราะเป็นซากโบราณสถานที่จมอยู่ใต้น้ำ[1] ชื่อที่ผู้เดินทางพบในป้ายและในการค้นหาจึงมีหลายรูป ได้แก่ วัดใต้น้ำ วัดจมน้ำ วัดวังก์วิเวการามเก่า และเมืองบาดาล ทุกชื่อหมายถึงโบสถ์หลังเดียวกันในทะเลสาบใกล้ตัวอำเภอ
การล่องเรือในทะเลสาบเป็นบริการที่มีมานานในพื้นที่ จังหวัดกาญจนบุรีบันทึกว่าสถานที่พักในอำเภอสังขละบุรีจัดบริการพานักท่องเที่ยวล่องเรือไปตามลำน้ำซองกะเลีย[10] ทริปที่ผู้มาเยือนเลือกในปัจจุบันจึงเป็นการเดินทางในทะเลสาบรอบสามประสบ ผ่านบริเวณสะพานมอญ และไปถึงโบสถ์เก่า ระยะเวลาขึ้นกับจำนวนจุดที่แวะและระดับน้ำในวันนั้น
จากวัดหลวงพ่ออุตตมะสู่โบสถ์กลางทะเลสาบ
เทศบาลตำบลวังกะบันทึกว่าหลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวบ้านกะเหรี่ยงและมอญสร้างวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2496 ที่บ้านวังกะล่าง ได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อวัดวังก์วิเวการามใน พ.ศ. 2505 และเมื่อเขื่อนกักเก็บน้ำ น้ำได้ท่วมตัวอำเภอเก่ารวมทั้งหมู่บ้านชาวมอญทั้งหมด วัดจึงย้ายขึ้นไปอยู่บนเนินเขาในที่ปัจจุบัน[3]
ข้อมูลฝั่งเขื่อนมาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งระบุว่าเขื่อนวชิราลงกรณเดิมชื่อเขื่อนเขาแหลม ตั้งอยู่บนแม่น้ำแควน้อยในตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2522 และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหน่วยที่ 3 จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2527 ชื่อเขื่อนวชิราลงกรณเป็นนามพระราชทานเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 แทนชื่อเขื่อนเขาแหลม[4] ป้ายและเอกสารท้องถิ่นบางแห่งจึงยังใช้ชื่อเดิมอยู่
ตัวเขื่อนตั้งอยู่ในเขตอำเภอทองผาภูมิ แต่ทะเลสาบที่เกิดจากการกักเก็บน้ำแผ่ขึ้นมาถึงสังขละบุรี เทศบาลตำบลวังกะอธิบายภูมิประเทศของตนว่าประกอบด้วยป่าไม้และภูเขาสูง มีที่ราบเป็นบางส่วน นอกนั้นเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ[14] อ่างเก็บน้ำทั้งอ่างมีพื้นที่ 388 ตารางกิโลเมตร และความจุ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร[5] ระดับน้ำจึงขึ้นลงเป็นช่วงกว้างตามปริมาณฝนและการระบายน้ำ ซึ่งเป็นเหตุให้โบสถ์เก่าปรากฏต่างกันในแต่ละฤดู
ประวัติเมืองสังขละบุรีก่อนมีเขื่อนอยู่ในหน้าอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และเรื่องผู้คนกับประเพณีที่ผูกพันกับวัดอยู่ในหมวดประวัติศาสตร์ ผู้คน และประเพณีบนหน้าแรก
เดือนที่เห็นโบสถ์เก่า: ระดับน้ำรายเดือนของเขื่อนวชิราลงกรณ
วัดใต้น้ำเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงน้ำลด เทศบาลตำบลวังกะระบุว่าราวมีนาคมถึงเมษายนเดินเข้าไปชมโบสถ์เก่าได้[1] สถิติของ กฟผ. สอดคล้องกัน คือปริมาณน้ำใช้งานได้เฉลี่ยของเขื่อนวชิราลงกรณ ณ วันที่ 1 ของเดือน ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่มกราคม ต่ำสุดในเดือนมิถุนายน แล้วสูงขึ้นจนสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน[7]
| เดือน | ค่าเฉลี่ย ณ วันที่ 1 | ช่วงของปีตามแหล่งในเชิงอรรถ |
|---|---|---|
| มกราคม | 61% | ปลายช่วงที่เทศบาลระบุว่าอาจเห็นเพียงบางส่วนของโบสถ์ |
| กุมภาพันธ์ | 56% | น้ำเริ่มลด |
| มีนาคม | 49% | ต้นช่วงหน้าแล้งที่เทศบาลระบุว่าเดินเข้าไปชมโบสถ์ได้ |
| เมษายน | 39% | ช่วงหน้าแล้งที่เทศบาลระบุว่าเดินเข้าไปชมโบสถ์ได้ |
| พฤษภาคม | 30% | น้ำยังลดต่อ และเป็นต้นฤดูฝน |
| มิถุนายน | 24% | ค่าเฉลี่ยต่ำสุดของปี |
| กรกฎาคม | 25% | ใกล้ค่าต่ำสุด ฝนตกชุก |
| สิงหาคม | 39% | น้ำเริ่มเพิ่มขึ้น |
| กันยายน | 58% | น้ำเพิ่มเร็วในปลายฤดูฝน |
| ตุลาคม | 67% | ต้นช่วงที่เทศบาลระบุว่าอาจเห็นเพียงบางส่วนของโบสถ์ |
| พฤศจิกายน | 70% | ค่าเฉลี่ยสูงสุดของปี |
| ธันวาคม | 66% | ช่วงน้ำสูง |
ตัวเลขในตารางเป็นค่าเฉลี่ยหลายปี ไม่ใช่ระดับน้ำของปีที่จะเดินทาง ค่าของวันเดียวกันในแต่ละปีห่างจากค่าเฉลี่ยได้มาก เช่น สถิติชุดเดียวกันบันทึกว่า ณ วันที่ 1 กรกฎาคม ปริมาณน้ำใช้งานได้เคยสูงถึงร้อยละ 48 ขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 25[7] ปีที่ฝนน้อยน้ำอาจลดเร็วกว่าตาราง ส่วนปีที่ฝนมาก โบสถ์อาจจมนานกว่าปกติ
ช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคมแม้ค่าเฉลี่ยจะต่ำที่สุด แต่เป็นต้นฤดูฝน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองลูระบุว่าฤดูฝนของพื้นที่ยาวราวพฤษภาคมถึงตุลาคม[13] ผู้ที่ต้องการเดินเข้าไปถึงตัวโบสถ์และหลีกเลี่ยงฝน จึงเหมาะกับช่วงมีนาคมถึงเมษายนตามที่เทศบาลตำบลวังกะแนะนำ ส่วนผู้ที่ต้องการบรรยากาศทะเลสาบเต็มอ่างและอากาศเย็น จะได้ภาพอีกแบบหนึ่งในช่วงปลายปี
สถานะระดับน้ำ ณ วันที่ตรวจ (3 ตุลาคม 2569)
รายงานสถานการณ์น้ำของ กฟผ. วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 24.00 น. ระบุว่าเขื่อนวชิราลงกรณมีระดับเก็บกัก 154.77 เมตร รทก. (เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง) ปริมาณน้ำ 8,772 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 99.00 ของความจุ และรับน้ำได้อีก 88.39 ล้านลูกบาศก์เมตร[6] ทะเลสาบจึงอยู่ในช่วงน้ำสูง ผู้ที่ล่องเรือในช่วงนี้ควรคาดว่าจะเห็นเพียงส่วนบนของโบสถ์หรือยอดหอระฆังเดิม และควรเปิดรายงานฉบับล่าสุดก่อนออกเดินทาง
ล่องเรือ 3 วัด หมายถึงวัดใดบ้าง
คำว่าล่องเรือ 3 วัด เป็นชื่อที่ผู้ให้บริการใช้เรียกโปรแกรมเรือ ไม่ใช่เส้นทางที่หน่วยงานรัฐกำหนด แหล่งทางการที่ตรวจได้จึงไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นวัดใด เทศบาลตำบลวังกะลงรายการวัดในเขตเทศบาลไว้สามวัด คือ วัดวังก์วิเวการาม[3] วัดศรีสุวรรณ[8] และวัดสมเด็จ[9] นอกเหนือจากวัดเก่าที่จมน้ำ
วัดวังก์วิเวการามในที่ปัจจุบันตั้งอยู่บนเนินเขา หลังจากย้ายขึ้นมาเมื่อน้ำท่วมที่ตั้งเดิม[3] ภายในพุทธอุทยานของวัดมีพระองค์ใหญ่ หรือพระพุทธโลกนาถศาสดา ประดิษฐานบนยอดเนินเขาสูง เทศบาลระบุว่าบริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นเมืองสังขละบุรีและผืนป่าได้แบบพาโนรามา[12]
วัดศรีสุวรรณเดิมชื่อวัดนิเถะ ตามชื่อหมู่บ้านที่ชาวกะเหรี่ยงตั้งขึ้นริมแม่น้ำรันตี คำว่านิเถะแปลว่าต้นผึ้ง ใน พ.ศ. 2509 กรมการศาสนากำหนดให้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีสุวรรณ[8] ส่วนวัดสมเด็จตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลหนองลู สร้างเมื่อ พ.ศ. 2509 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย มอญ และพม่า[9] เทศบาลระบุว่าวัดสมเด็จเป็นวัดเดียวที่ไม่จมอยู่ใต้น้ำ เพราะตั้งอยู่บนเนินเขาสูง[1]
ก่อนลงเรือจึงควรถามผู้ให้บริการให้ชัดว่า 3 วัดในโปรแกรมคือวัดใด แวะขึ้นฝั่งหรือชมจากเรือ และรวมเวลาไหว้พระหรือไม่ คำตอบเหล่านี้กำหนดทั้งระยะเวลาและราคาของทริป และช่วยให้วางแผนเวลาที่เหลือของวันได้แม่นยำขึ้น
จุดขึ้นเรือและสิ่งที่เห็นระหว่างทาง
จังหวัดกาญจนบุรีบันทึกว่าการล่องเรือในสังขละบุรีเป็นบริการนำเที่ยวที่สถานที่พักในอำเภอจัดให้นักท่องเที่ยว และระบุว่าบริเวณสะพานมอญเป็นจุดชมวิวทะเลสาบที่มองเห็นห้วยซองกาเลีย บีคลี่ และรันตีไหลมารวมกันเป็นสามประสบ[10] จุดขึ้นเรือจึงขึ้นกับที่พักหรือผู้ให้บริการที่ตกลงด้วย และควรขอตำแหน่งท่าเรือก่อนวันเดินทาง
ภาพที่เห็นระหว่างทางคือภูมิทัศน์หลักของตัวอำเภอ สะพานไม้อุตตมานุสรณ์หรือสะพานมอญเป็นสะพานที่หลวงพ่ออุตตมะดำเนินการสร้าง เพื่อให้คนไทย กะเหรี่ยง และมอญสัญจรไปมาหาสู่กันได้ เทศบาลตำบลวังกะระบุว่านักท่องเที่ยวนิยมมาเดินบนสะพานเพื่อชมแสงสีทองของพระอาทิตย์ขึ้น และในฤดูหนาวจะได้ชมสายหมอกยามเช้า[11] เรือรอบเช้าจึงได้ทั้งแสงแรกบนผิวน้ำและมุมมองสะพานจากทะเลสาบ
ตำแหน่งบนแผนที่สำหรับวางแผน: วัดวังก์วิเวการามเก่า (วัดใต้น้ำ) บน Google Maps และ สะพานมอญ บน Google Maps ลิงก์ทั้งสองเป็นการค้นหาชื่อสถานที่บนแผนที่ ตำแหน่งท่าเรือจริงให้ยืนยันกับผู้ให้บริการ ส่วนเส้นทางรถจากกรุงเทพฯ และกาญจนบุรีอยู่ในหัวข้อที่ตั้งและเส้นทางเข้าอำเภอ และแผนเส้นทางในตัวอำเภออยู่ในเส้นทางสะพานมอญ วังกะ และวัดจมน้ำ
ราคาเรือและเรื่องที่ควรตกลงก่อนจอง
ราคาล่องเรือ สังขละบุรี ขึ้นกับว่าเหมาทั้งลำหรือนั่งรวมรายคน จำนวนจุดแวะ ระยะเวลา และช่วงเวลาที่ลงเรือ เว็บไซต์นี้ยังไม่ประกาศราคากลางของตนเอง และไม่นำราคาของผู้ประกอบการรายอื่นมาลงโดยไม่ได้ตรวจกับประกาศจริงของผู้ประกอบการนั้น ราคาซึ่งยืนยันได้สำหรับวันเดินทางจึงสอบถามทาง LINE @sangkhlaburi
ก่อนตกลงจองเรือ เรื่องที่ควรได้คำตอบชัดเจนมีดังนี้
- เหมาลำหรือคิดราคาต่อคน และจำนวนผู้โดยสารสูงสุดต่อเที่ยว
- จุดที่รวมอยู่ในราคา เช่น วัดใต้น้ำ บริเวณสะพานมอญ และวัดที่แวะขึ้นฝั่ง
- ระยะเวลาโดยประมาณและเวลาออกเรือ โดยเฉพาะรอบเช้าตรู่สำหรับชมแสงแรก
- เสื้อชูชีพครบทุกคน รวมทั้งขนาดสำหรับเด็ก
- หลังคาหรือที่กันแดดกันฝนบนเรือ
- เงื่อนไขเมื่อฝนตกหนัก ลมแรง หรือระดับน้ำไม่เหมาะกับการแวะขึ้นฝั่ง
- ตำแหน่งท่าเรือพร้อมลิงก์แผนที่ และชื่อผู้ติดต่อในวันเดินทาง
เมื่อเว็บไซต์ได้ราคากลางของบริการเรือที่ยืนยันแล้ว ราคาจะแสดงในหน้านี้พร้อมวันที่ปรับปรุง ระหว่างนี้ผู้ประสานงานจะตอบเป็นรายกรณีตามวันที่และจำนวนผู้เดินทาง ส่งคำถามเรื่องเรือทาง LINE หรือโทรศัพท์ ได้จากกล่องด้านบนของหน้า หรือปุ่มติดต่อที่มุมจอ
ความปลอดภัยบนเรือและมารยาทในเขตโบสถ์เก่า
ฤดูฝนของพื้นที่ยาวราวพฤษภาคมถึงตุลาคมตามข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองลู[13] ช่วงนี้ฝนอาจตกหนักและผิวน้ำมีคลื่นลม ผู้โดยสารทุกคนควรสวมเสื้อชูชีพตลอดเวลาที่อยู่บนเรือ และควรเลื่อนการลงเรือเมื่อมีพายุ ส่วนโบสถ์เก่าเป็นศาสนสถานที่ผูกพันกับหลวงพ่ออุตตมะ ควรแต่งกายสุภาพและไม่ปีนป่ายซากอาคาร
ในหน้าแล้งที่เดินเข้าไปถึงตัวโบสถ์ได้ พื้นรอบโบสถ์เป็นพื้นที่ที่น้ำเพิ่งลด อาจลื่นและไม่เรียบ ควรสวมรองเท้าที่ยึดเกาะดี เดินตามทางที่คนในพื้นที่ใช้ และดูแลเด็กให้อยู่ในระยะมือเอื้อมถึงตลอดเวลา ผู้สูงอายุหรือผู้ที่เดินไม่สะดวกอาจเลือกชมจากเรือ ซึ่งยังเห็นโครงโบสถ์ได้ในช่วงที่น้ำลดลงมาก
จังหวัดกาญจนบุรีบันทึกว่าหลวงพ่ออุตตมะเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น[2] การเยือนวัดเดิมจึงเป็นการเยือนพื้นที่ที่มีความหมายต่อหลายชุมชน ควรสำรวมเสียง ไม่หยิบเศษวัสดุใดออกจากพื้นที่ และไม่ทิ้งขยะลงในทะเลสาบ ภาพถ่ายบุคคลในชุมชนควรขออนุญาตก่อนทุกครั้ง
ล่องเรือในแผนเที่ยวสังขละบุรีหนึ่งวัน
ทริปเรือใช้เวลาเพียงส่วนหนึ่งของวัน จึงต่อกับสถานที่ในตัวอำเภอได้หลายแห่ง เทศบาลตำบลวังกะระบุว่าผู้มาเยือนนิยมเดินบนสะพานมอญเพื่อชมแสงแรกยามเช้า และฤดูหนาวมีสายหมอก[11] ส่วนพระองค์ใหญ่ที่พุทธอุทยานวัดวังก์วิเวการามเป็นจุดชมวิวเมืองและผืนป่าแบบพาโนรามา[12] สองจุดนี้อยู่ใกล้ทะเลสาบและจัดเข้ากับรอบเรือได้
- เช้าตรู่ เดินบนสะพานมอญเพื่อชมแสงแรกและสายหมอกในฤดูหนาว
- สาย ล่องเรือชมวัดใต้น้ำ ในหน้าแล้งแวะเดินชมโบสถ์เก่า
- กลางวัน ไหว้พระที่วัดวังก์วิเวการามและขึ้นชมวิวที่พระองค์ใหญ่
- บ่าย ขับรถไปด่านเจดีย์สามองค์ หรือเตรียมตัวขึ้นห้วยมาลัยสำหรับทะเลหมอกในเช้าวันถัดไป
ผู้ที่มีเวลาสองวันขึ้นไปเลือกเส้นทางเพิ่มเติมได้จากคู่มือเลือกเส้นทางเที่ยวสังขละบุรี ซึ่งรวมเส้นทางรันตี ไล่โว่ และหมู่บ้านในหุบเขาไว้แล้ว ส่วนหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ทุ่งนาและวัดผูกพันกับชุมชนอยู่ในหน้าบ้านเวียคะดี้ การวางเรือไว้ช่วงสายของวันแรกช่วยให้มีเวลาเผื่อเมื่อสภาพอากาศไม่เอื้อ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการล่องเรือ สังขละบุรี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการล่องเรือ สังขละบุรี เป็นเรื่องสิ่งที่ได้ชม เดือนที่เห็นโบสถ์ของวัดใต้น้ำ สภาพน้ำในเดือนตุลาคม รายชื่อวัดในโปรแกรม 3 วัด ความหมายของชื่อเมืองบาดาล และราคาเรือ คำตอบด้านล่างสรุปจากหน้าเว็บของเทศบาลตำบลวังกะ จังหวัดกาญจนบุรี และรายงานของ กฟผ. ตามเชิงอรรถ
- ล่องเรือ สังขละบุรี ไปชมอะไร
- จุดหมายหลักคือโบสถ์ของวัดวังก์วิเวการามเดิม หรือวัดใต้น้ำ ที่จมอยู่ในทะเลสาบเหนือเขื่อนวชิราลงกรณบริเวณสามประสบ ระหว่างทางผ่านบริเวณสะพานมอญ ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรีระบุว่าเป็นจุดชมวิวทะเลสาบที่มองเห็นลำห้วยสามสายไหลมารวมกัน
- วัดใต้น้ำ สังขละบุรี เห็นได้เดือนไหน
- เทศบาลตำบลวังกะระบุว่าช่วงหน้าแล้งราวมีนาคมถึงเมษายน น้ำหลังเขื่อนลดลงมากจนเดินเข้าไปชมโบสถ์เก่าได้ ส่วนช่วงตุลาคมถึงมกราคมอาจเห็นเพียงบางส่วนของโบสถ์ สถิติของ กฟผ. แสดงว่าปริมาณน้ำใช้งานได้เฉลี่ยต่ำสุดราวต้นเดือนมิถุนายน
- ไปล่องเรือเดือนตุลาคมจะเห็นโบสถ์ไหม
- รายงานของ กฟผ. วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ระบุว่าอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณมีน้ำร้อยละ 99 ของความจุ และช่วงตุลาคมถึงมกราคมเทศบาลตำบลวังกะระบุว่าอาจเห็นเพียงบางส่วนของโบสถ์หรือยอดหอระฆังเดิม จึงควรตรวจรายงานระดับน้ำฉบับล่าสุดก่อนเดินทาง
- ล่องเรือ 3 วัด สังขละบุรี มีวัดอะไรบ้าง
- ชื่อโปรแกรม 3 วัด ผู้ให้บริการแต่ละรายกำหนดเอง แหล่งทางการไม่ได้ระบุรายชื่อไว้ เทศบาลตำบลวังกะลงรายการวัดในเขตเทศบาลไว้สามวัด คือ วัดวังก์วิเวการาม วัดศรีสุวรรณ และวัดสมเด็จ ก่อนจองจึงควรถามให้ชัดว่าโปรแกรมแวะวัดใด
- เมืองบาดาล สังขละบุรี คือที่ไหน
- เมืองบาดาลคือชื่อที่ใช้เรียกวัดวังก์วิเวการามเดิมซึ่งจมอยู่ในทะเลสาบบริเวณสามประสบ จังหวัดกาญจนบุรีระบุว่าเป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะที่ถูกน้ำท่วมในช่วงสร้างเขื่อน และจมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 30 ปี
- ล่องเรือ สังขละบุรี ราคาเท่าไร
- ราคาขึ้นกับการเหมาลำหรือคิดรายคน จำนวนจุดแวะ ระยะเวลา และช่วงเวลาที่ลงเรือ เว็บไซต์นี้ยังไม่ประกาศราคากลางของตนเอง ราคาซึ่งยืนยันได้สำหรับวันเดินทางสอบถามทาง LINE @sangkhlaburi หรือโทร 081 654 5922