ทะเลสาบและวัดใต้น้ำ

ล่องเรือ สังขละบุรี ชมวัดใต้น้ำและทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ

โดย เอกสยาม ชัยศร ปรับปรุง

ล่องเรือ สังขละบุรี คือการนั่งเรือในทะเลสาบเหนือเขื่อนวชิราลงกรณบริเวณสามประสบ เพื่อชมโบสถ์ของวัดวังก์วิเวการามเดิม ซึ่งจมน้ำหลังเขื่อนกักเก็บน้ำ และเป็นที่รู้จักในชื่อวัดใต้น้ำหรือเมืองบาดาล เทศบาลตำบลวังกะระบุว่าช่วงหน้าแล้งราวมีนาคมถึงเมษายนน้ำลดจนเดินเข้าไปชมโบสถ์เก่าได้ ส่วนช่วงตุลาคมถึงมกราคมอาจเห็นเพียงบางส่วนของตัวโบสถ์[1]

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

ทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณและแนวเขาในอำเภอสังขละบุรี
ทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณและแนวเขาในอำเภอสังขละบุรีภาพถ่ายโดย เอกสยาม ชัยศร

สาระสำคัญ

  • จุดหมายหลัก: โบสถ์ของวัดวังก์วิเวการามเดิม หรือวัดใต้น้ำ บริเวณสามประสบ[1]
  • ช่วงน้ำลด: ราวมีนาคมถึงเมษายน น้ำหลังเขื่อนลดจนเดินเข้าไปชมโบสถ์เก่าได้[1]
  • ช่วงน้ำขึ้น: ราวตุลาคมถึงมกราคม อาจเห็นเพียงบางส่วนของโบสถ์หรือยอดหอระฆังเดิม[1]
  • สถิติ กฟผ.: ปริมาณน้ำใช้งานได้เฉลี่ย ณ วันที่ 1 มิถุนายนต่ำสุดของปี (24%) และ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายนสูงสุด (70%)[7]
  • ณ 2 ตุลาคม 2569: อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณมีน้ำร้อยละ 99 ของความจุ ทะเลสาบอยู่ในช่วงน้ำสูง[6]
  • ทะเลสาบ: อ่างเก็บน้ำพื้นที่ 388 ตารางกิโลเมตร ความจุ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร[5]
  • ราคาเรือ: ขึ้นกับการเหมาลำ จำนวนจุดแวะ และช่วงเวลา สอบถามราคาซึ่งยืนยันได้ทาง LINE @sangkhlaburi

ขอวันว่างและราคาเรือ

แจ้งวันที่เดินทาง จำนวนผู้โดยสาร และช่วงเวลาที่ต้องการลงเรือ ทาง LINE หรือโทรศัพท์ เพื่อสอบถามเรือที่ว่างและราคาซึ่งยืนยันได้สำหรับวันนั้น

LINE @sangkhlaburiโทร 081 654 5922

สารบัญ
  1. ล่องเรือชมวัดใต้น้ำ สังขละบุรี คืออะไร
  2. จากวัดหลวงพ่ออุตตมะสู่โบสถ์กลางทะเลสาบ
  3. เดือนที่เห็นโบสถ์เก่า: ระดับน้ำรายเดือนของเขื่อนวชิราลงกรณ
  4. ล่องเรือ 3 วัด หมายถึงวัดใดบ้าง
  5. จุดขึ้นเรือและสิ่งที่เห็นระหว่างทาง
  6. ราคาเรือและเรื่องที่ควรตกลงก่อนจอง
  7. ความปลอดภัยบนเรือและมารยาทในเขตโบสถ์เก่า
  8. ล่องเรือในแผนเที่ยวสังขละบุรีหนึ่งวัน
  9. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการล่องเรือ สังขละบุรี
  10. เชิงอรรถและแหล่งข้อมูล

ล่องเรือชมวัดใต้น้ำ สังขละบุรี คืออะไร

ล่องเรือชมวัดใต้น้ำ สังขละบุรี คือการนั่งเรือออกจากย่านสามประสบไปยังโบสถ์ของวัดวังก์วิเวการามเดิม ซึ่งจมอยู่ในทะเลสาบเหนือเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรีระบุว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะ ถูกน้ำท่วมในช่วงที่สร้างเขื่อน และจมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 30 ปี ในช่วงน้ำลดจึงเห็นตัวโบสถ์ได้ชัดเจน[2]

เทศบาลตำบลวังกะเรียกสถานที่นี้ว่าวัดใต้น้ำหรือวัดจมน้ำ และอธิบายว่าคือวัดวังก์วิเวการามเดิม หลายคนเรียกว่าเมืองบาดาล เพราะเป็นซากโบราณสถานที่จมอยู่ใต้น้ำ[1] ชื่อที่ผู้เดินทางพบในป้ายและในการค้นหาจึงมีหลายรูป ได้แก่ วัดใต้น้ำ วัดจมน้ำ วัดวังก์วิเวการามเก่า และเมืองบาดาล ทุกชื่อหมายถึงโบสถ์หลังเดียวกันในทะเลสาบใกล้ตัวอำเภอ

การล่องเรือในทะเลสาบเป็นบริการที่มีมานานในพื้นที่ จังหวัดกาญจนบุรีบันทึกว่าสถานที่พักในอำเภอสังขละบุรีจัดบริการพานักท่องเที่ยวล่องเรือไปตามลำน้ำซองกะเลีย[10] ทริปที่ผู้มาเยือนเลือกในปัจจุบันจึงเป็นการเดินทางในทะเลสาบรอบสามประสบ ผ่านบริเวณสะพานมอญ และไปถึงโบสถ์เก่า ระยะเวลาขึ้นกับจำนวนจุดที่แวะและระดับน้ำในวันนั้น

เกาะกลางทะเลสาบสังขละบุรีรายล้อมด้วยขุนเขา
เกาะกลางทะเลสาบสังขละบุรีรายล้อมด้วยขุนเขาภาพถ่ายโดย เอกสยาม ชัยศร

จากวัดหลวงพ่ออุตตมะสู่โบสถ์กลางทะเลสาบ

เทศบาลตำบลวังกะบันทึกว่าหลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวบ้านกะเหรี่ยงและมอญสร้างวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2496 ที่บ้านวังกะล่าง ได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อวัดวังก์วิเวการามใน พ.ศ. 2505 และเมื่อเขื่อนกักเก็บน้ำ น้ำได้ท่วมตัวอำเภอเก่ารวมทั้งหมู่บ้านชาวมอญทั้งหมด วัดจึงย้ายขึ้นไปอยู่บนเนินเขาในที่ปัจจุบัน[3]

ข้อมูลฝั่งเขื่อนมาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งระบุว่าเขื่อนวชิราลงกรณเดิมชื่อเขื่อนเขาแหลม ตั้งอยู่บนแม่น้ำแควน้อยในตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2522 และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหน่วยที่ 3 จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2527 ชื่อเขื่อนวชิราลงกรณเป็นนามพระราชทานเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 แทนชื่อเขื่อนเขาแหลม[4] ป้ายและเอกสารท้องถิ่นบางแห่งจึงยังใช้ชื่อเดิมอยู่

ตัวเขื่อนตั้งอยู่ในเขตอำเภอทองผาภูมิ แต่ทะเลสาบที่เกิดจากการกักเก็บน้ำแผ่ขึ้นมาถึงสังขละบุรี เทศบาลตำบลวังกะอธิบายภูมิประเทศของตนว่าประกอบด้วยป่าไม้และภูเขาสูง มีที่ราบเป็นบางส่วน นอกนั้นเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ[14] อ่างเก็บน้ำทั้งอ่างมีพื้นที่ 388 ตารางกิโลเมตร และความจุ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร[5] ระดับน้ำจึงขึ้นลงเป็นช่วงกว้างตามปริมาณฝนและการระบายน้ำ ซึ่งเป็นเหตุให้โบสถ์เก่าปรากฏต่างกันในแต่ละฤดู

ประวัติเมืองสังขละบุรีก่อนมีเขื่อนอยู่ในหน้าอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และเรื่องผู้คนกับประเพณีที่ผูกพันกับวัดอยู่ในหมวดประวัติศาสตร์ ผู้คน และประเพณีบนหน้าแรก

เดือนที่เห็นโบสถ์เก่า: ระดับน้ำรายเดือนของเขื่อนวชิราลงกรณ

วัดใต้น้ำเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงน้ำลด เทศบาลตำบลวังกะระบุว่าราวมีนาคมถึงเมษายนเดินเข้าไปชมโบสถ์เก่าได้[1] สถิติของ กฟผ. สอดคล้องกัน คือปริมาณน้ำใช้งานได้เฉลี่ยของเขื่อนวชิราลงกรณ ณ วันที่ 1 ของเดือน ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่มกราคม ต่ำสุดในเดือนมิถุนายน แล้วสูงขึ้นจนสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน[7]

ปริมาณน้ำใช้งานได้เฉลี่ยของเขื่อนวชิราลงกรณ ณ วันที่ 1 ของแต่ละเดือน (ร้อยละของความจุใช้งานได้ ตามสถิติของ กฟผ.)[7]
เดือนค่าเฉลี่ย ณ วันที่ 1ช่วงของปีตามแหล่งในเชิงอรรถ
มกราคม61%ปลายช่วงที่เทศบาลระบุว่าอาจเห็นเพียงบางส่วนของโบสถ์
กุมภาพันธ์56%น้ำเริ่มลด
มีนาคม49%ต้นช่วงหน้าแล้งที่เทศบาลระบุว่าเดินเข้าไปชมโบสถ์ได้
เมษายน39%ช่วงหน้าแล้งที่เทศบาลระบุว่าเดินเข้าไปชมโบสถ์ได้
พฤษภาคม30%น้ำยังลดต่อ และเป็นต้นฤดูฝน
มิถุนายน24%ค่าเฉลี่ยต่ำสุดของปี
กรกฎาคม25%ใกล้ค่าต่ำสุด ฝนตกชุก
สิงหาคม39%น้ำเริ่มเพิ่มขึ้น
กันยายน58%น้ำเพิ่มเร็วในปลายฤดูฝน
ตุลาคม67%ต้นช่วงที่เทศบาลระบุว่าอาจเห็นเพียงบางส่วนของโบสถ์
พฤศจิกายน70%ค่าเฉลี่ยสูงสุดของปี
ธันวาคม66%ช่วงน้ำสูง

ตัวเลขในตารางเป็นค่าเฉลี่ยหลายปี ไม่ใช่ระดับน้ำของปีที่จะเดินทาง ค่าของวันเดียวกันในแต่ละปีห่างจากค่าเฉลี่ยได้มาก เช่น สถิติชุดเดียวกันบันทึกว่า ณ วันที่ 1 กรกฎาคม ปริมาณน้ำใช้งานได้เคยสูงถึงร้อยละ 48 ขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 25[7] ปีที่ฝนน้อยน้ำอาจลดเร็วกว่าตาราง ส่วนปีที่ฝนมาก โบสถ์อาจจมนานกว่าปกติ

ช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคมแม้ค่าเฉลี่ยจะต่ำที่สุด แต่เป็นต้นฤดูฝน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองลูระบุว่าฤดูฝนของพื้นที่ยาวราวพฤษภาคมถึงตุลาคม[13] ผู้ที่ต้องการเดินเข้าไปถึงตัวโบสถ์และหลีกเลี่ยงฝน จึงเหมาะกับช่วงมีนาคมถึงเมษายนตามที่เทศบาลตำบลวังกะแนะนำ ส่วนผู้ที่ต้องการบรรยากาศทะเลสาบเต็มอ่างและอากาศเย็น จะได้ภาพอีกแบบหนึ่งในช่วงปลายปี

สถานะระดับน้ำ ณ วันที่ตรวจ (3 ตุลาคม 2569)

รายงานสถานการณ์น้ำของ กฟผ. วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 24.00 น. ระบุว่าเขื่อนวชิราลงกรณมีระดับเก็บกัก 154.77 เมตร รทก. (เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง) ปริมาณน้ำ 8,772 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 99.00 ของความจุ และรับน้ำได้อีก 88.39 ล้านลูกบาศก์เมตร[6] ทะเลสาบจึงอยู่ในช่วงน้ำสูง ผู้ที่ล่องเรือในช่วงนี้ควรคาดว่าจะเห็นเพียงส่วนบนของโบสถ์หรือยอดหอระฆังเดิม และควรเปิดรายงานฉบับล่าสุดก่อนออกเดินทาง

ล่องเรือ 3 วัด หมายถึงวัดใดบ้าง

คำว่าล่องเรือ 3 วัด เป็นชื่อที่ผู้ให้บริการใช้เรียกโปรแกรมเรือ ไม่ใช่เส้นทางที่หน่วยงานรัฐกำหนด แหล่งทางการที่ตรวจได้จึงไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นวัดใด เทศบาลตำบลวังกะลงรายการวัดในเขตเทศบาลไว้สามวัด คือ วัดวังก์วิเวการาม[3] วัดศรีสุวรรณ[8] และวัดสมเด็จ[9] นอกเหนือจากวัดเก่าที่จมน้ำ

วัดวังก์วิเวการามในที่ปัจจุบันตั้งอยู่บนเนินเขา หลังจากย้ายขึ้นมาเมื่อน้ำท่วมที่ตั้งเดิม[3] ภายในพุทธอุทยานของวัดมีพระองค์ใหญ่ หรือพระพุทธโลกนาถศาสดา ประดิษฐานบนยอดเนินเขาสูง เทศบาลระบุว่าบริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นเมืองสังขละบุรีและผืนป่าได้แบบพาโนรามา[12]

วัดศรีสุวรรณเดิมชื่อวัดนิเถะ ตามชื่อหมู่บ้านที่ชาวกะเหรี่ยงตั้งขึ้นริมแม่น้ำรันตี คำว่านิเถะแปลว่าต้นผึ้ง ใน พ.ศ. 2509 กรมการศาสนากำหนดให้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีสุวรรณ[8] ส่วนวัดสมเด็จตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลหนองลู สร้างเมื่อ พ.ศ. 2509 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย มอญ และพม่า[9] เทศบาลระบุว่าวัดสมเด็จเป็นวัดเดียวที่ไม่จมอยู่ใต้น้ำ เพราะตั้งอยู่บนเนินเขาสูง[1]

ก่อนลงเรือจึงควรถามผู้ให้บริการให้ชัดว่า 3 วัดในโปรแกรมคือวัดใด แวะขึ้นฝั่งหรือชมจากเรือ และรวมเวลาไหว้พระหรือไม่ คำตอบเหล่านี้กำหนดทั้งระยะเวลาและราคาของทริป และช่วยให้วางแผนเวลาที่เหลือของวันได้แม่นยำขึ้น

จุดขึ้นเรือและสิ่งที่เห็นระหว่างทาง

จังหวัดกาญจนบุรีบันทึกว่าการล่องเรือในสังขละบุรีเป็นบริการนำเที่ยวที่สถานที่พักในอำเภอจัดให้นักท่องเที่ยว และระบุว่าบริเวณสะพานมอญเป็นจุดชมวิวทะเลสาบที่มองเห็นห้วยซองกาเลีย บีคลี่ และรันตีไหลมารวมกันเป็นสามประสบ[10] จุดขึ้นเรือจึงขึ้นกับที่พักหรือผู้ให้บริการที่ตกลงด้วย และควรขอตำแหน่งท่าเรือก่อนวันเดินทาง

ภาพที่เห็นระหว่างทางคือภูมิทัศน์หลักของตัวอำเภอ สะพานไม้อุตตมานุสรณ์หรือสะพานมอญเป็นสะพานที่หลวงพ่ออุตตมะดำเนินการสร้าง เพื่อให้คนไทย กะเหรี่ยง และมอญสัญจรไปมาหาสู่กันได้ เทศบาลตำบลวังกะระบุว่านักท่องเที่ยวนิยมมาเดินบนสะพานเพื่อชมแสงสีทองของพระอาทิตย์ขึ้น และในฤดูหนาวจะได้ชมสายหมอกยามเช้า[11] เรือรอบเช้าจึงได้ทั้งแสงแรกบนผิวน้ำและมุมมองสะพานจากทะเลสาบ

ตำแหน่งบนแผนที่สำหรับวางแผน: วัดวังก์วิเวการามเก่า (วัดใต้น้ำ) บน Google Maps และ สะพานมอญ บน Google Maps ลิงก์ทั้งสองเป็นการค้นหาชื่อสถานที่บนแผนที่ ตำแหน่งท่าเรือจริงให้ยืนยันกับผู้ให้บริการ ส่วนเส้นทางรถจากกรุงเทพฯ และกาญจนบุรีอยู่ในหัวข้อที่ตั้งและเส้นทางเข้าอำเภอ และแผนเส้นทางในตัวอำเภออยู่ในเส้นทางสะพานมอญ วังกะ และวัดจมน้ำ

สะพานมอญมุมสูงกลางวันทอดข้ามลำน้ำซองกาเลีย
สะพานมอญมุมสูงกลางวันทอดข้ามลำน้ำซองกาเลียภาพถ่ายโดย เอกสยาม ชัยศร

ราคาเรือและเรื่องที่ควรตกลงก่อนจอง

ราคาล่องเรือ สังขละบุรี ขึ้นกับว่าเหมาทั้งลำหรือนั่งรวมรายคน จำนวนจุดแวะ ระยะเวลา และช่วงเวลาที่ลงเรือ เว็บไซต์นี้ยังไม่ประกาศราคากลางของตนเอง และไม่นำราคาของผู้ประกอบการรายอื่นมาลงโดยไม่ได้ตรวจกับประกาศจริงของผู้ประกอบการนั้น ราคาซึ่งยืนยันได้สำหรับวันเดินทางจึงสอบถามทาง LINE @sangkhlaburi

ก่อนตกลงจองเรือ เรื่องที่ควรได้คำตอบชัดเจนมีดังนี้

เมื่อเว็บไซต์ได้ราคากลางของบริการเรือที่ยืนยันแล้ว ราคาจะแสดงในหน้านี้พร้อมวันที่ปรับปรุง ระหว่างนี้ผู้ประสานงานจะตอบเป็นรายกรณีตามวันที่และจำนวนผู้เดินทาง ส่งคำถามเรื่องเรือทาง LINE หรือโทรศัพท์ ได้จากกล่องด้านบนของหน้า หรือปุ่มติดต่อที่มุมจอ

ความปลอดภัยบนเรือและมารยาทในเขตโบสถ์เก่า

ฤดูฝนของพื้นที่ยาวราวพฤษภาคมถึงตุลาคมตามข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองลู[13] ช่วงนี้ฝนอาจตกหนักและผิวน้ำมีคลื่นลม ผู้โดยสารทุกคนควรสวมเสื้อชูชีพตลอดเวลาที่อยู่บนเรือ และควรเลื่อนการลงเรือเมื่อมีพายุ ส่วนโบสถ์เก่าเป็นศาสนสถานที่ผูกพันกับหลวงพ่ออุตตมะ ควรแต่งกายสุภาพและไม่ปีนป่ายซากอาคาร

ในหน้าแล้งที่เดินเข้าไปถึงตัวโบสถ์ได้ พื้นรอบโบสถ์เป็นพื้นที่ที่น้ำเพิ่งลด อาจลื่นและไม่เรียบ ควรสวมรองเท้าที่ยึดเกาะดี เดินตามทางที่คนในพื้นที่ใช้ และดูแลเด็กให้อยู่ในระยะมือเอื้อมถึงตลอดเวลา ผู้สูงอายุหรือผู้ที่เดินไม่สะดวกอาจเลือกชมจากเรือ ซึ่งยังเห็นโครงโบสถ์ได้ในช่วงที่น้ำลดลงมาก

จังหวัดกาญจนบุรีบันทึกว่าหลวงพ่ออุตตมะเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น[2] การเยือนวัดเดิมจึงเป็นการเยือนพื้นที่ที่มีความหมายต่อหลายชุมชน ควรสำรวมเสียง ไม่หยิบเศษวัสดุใดออกจากพื้นที่ และไม่ทิ้งขยะลงในทะเลสาบ ภาพถ่ายบุคคลในชุมชนควรขออนุญาตก่อนทุกครั้ง

ล่องเรือในแผนเที่ยวสังขละบุรีหนึ่งวัน

ทริปเรือใช้เวลาเพียงส่วนหนึ่งของวัน จึงต่อกับสถานที่ในตัวอำเภอได้หลายแห่ง เทศบาลตำบลวังกะระบุว่าผู้มาเยือนนิยมเดินบนสะพานมอญเพื่อชมแสงแรกยามเช้า และฤดูหนาวมีสายหมอก[11] ส่วนพระองค์ใหญ่ที่พุทธอุทยานวัดวังก์วิเวการามเป็นจุดชมวิวเมืองและผืนป่าแบบพาโนรามา[12] สองจุดนี้อยู่ใกล้ทะเลสาบและจัดเข้ากับรอบเรือได้

  1. เช้าตรู่ เดินบนสะพานมอญเพื่อชมแสงแรกและสายหมอกในฤดูหนาว
  2. สาย ล่องเรือชมวัดใต้น้ำ ในหน้าแล้งแวะเดินชมโบสถ์เก่า
  3. กลางวัน ไหว้พระที่วัดวังก์วิเวการามและขึ้นชมวิวที่พระองค์ใหญ่
  4. บ่าย ขับรถไปด่านเจดีย์สามองค์ หรือเตรียมตัวขึ้นห้วยมาลัยสำหรับทะเลหมอกในเช้าวันถัดไป

ผู้ที่มีเวลาสองวันขึ้นไปเลือกเส้นทางเพิ่มเติมได้จากคู่มือเลือกเส้นทางเที่ยวสังขละบุรี ซึ่งรวมเส้นทางรันตี ไล่โว่ และหมู่บ้านในหุบเขาไว้แล้ว ส่วนหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ทุ่งนาและวัดผูกพันกับชุมชนอยู่ในหน้าบ้านเวียคะดี้ การวางเรือไว้ช่วงสายของวันแรกช่วยให้มีเวลาเผื่อเมื่อสภาพอากาศไม่เอื้อ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการล่องเรือ สังขละบุรี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการล่องเรือ สังขละบุรี เป็นเรื่องสิ่งที่ได้ชม เดือนที่เห็นโบสถ์ของวัดใต้น้ำ สภาพน้ำในเดือนตุลาคม รายชื่อวัดในโปรแกรม 3 วัด ความหมายของชื่อเมืองบาดาล และราคาเรือ คำตอบด้านล่างสรุปจากหน้าเว็บของเทศบาลตำบลวังกะ จังหวัดกาญจนบุรี และรายงานของ กฟผ. ตามเชิงอรรถ

ล่องเรือ สังขละบุรี ไปชมอะไร
จุดหมายหลักคือโบสถ์ของวัดวังก์วิเวการามเดิม หรือวัดใต้น้ำ ที่จมอยู่ในทะเลสาบเหนือเขื่อนวชิราลงกรณบริเวณสามประสบ ระหว่างทางผ่านบริเวณสะพานมอญ ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรีระบุว่าเป็นจุดชมวิวทะเลสาบที่มองเห็นลำห้วยสามสายไหลมารวมกัน
วัดใต้น้ำ สังขละบุรี เห็นได้เดือนไหน
เทศบาลตำบลวังกะระบุว่าช่วงหน้าแล้งราวมีนาคมถึงเมษายน น้ำหลังเขื่อนลดลงมากจนเดินเข้าไปชมโบสถ์เก่าได้ ส่วนช่วงตุลาคมถึงมกราคมอาจเห็นเพียงบางส่วนของโบสถ์ สถิติของ กฟผ. แสดงว่าปริมาณน้ำใช้งานได้เฉลี่ยต่ำสุดราวต้นเดือนมิถุนายน
ไปล่องเรือเดือนตุลาคมจะเห็นโบสถ์ไหม
รายงานของ กฟผ. วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ระบุว่าอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณมีน้ำร้อยละ 99 ของความจุ และช่วงตุลาคมถึงมกราคมเทศบาลตำบลวังกะระบุว่าอาจเห็นเพียงบางส่วนของโบสถ์หรือยอดหอระฆังเดิม จึงควรตรวจรายงานระดับน้ำฉบับล่าสุดก่อนเดินทาง
ล่องเรือ 3 วัด สังขละบุรี มีวัดอะไรบ้าง
ชื่อโปรแกรม 3 วัด ผู้ให้บริการแต่ละรายกำหนดเอง แหล่งทางการไม่ได้ระบุรายชื่อไว้ เทศบาลตำบลวังกะลงรายการวัดในเขตเทศบาลไว้สามวัด คือ วัดวังก์วิเวการาม วัดศรีสุวรรณ และวัดสมเด็จ ก่อนจองจึงควรถามให้ชัดว่าโปรแกรมแวะวัดใด
เมืองบาดาล สังขละบุรี คือที่ไหน
เมืองบาดาลคือชื่อที่ใช้เรียกวัดวังก์วิเวการามเดิมซึ่งจมอยู่ในทะเลสาบบริเวณสามประสบ จังหวัดกาญจนบุรีระบุว่าเป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะที่ถูกน้ำท่วมในช่วงสร้างเขื่อน และจมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 30 ปี
ล่องเรือ สังขละบุรี ราคาเท่าไร
ราคาขึ้นกับการเหมาลำหรือคิดรายคน จำนวนจุดแวะ ระยะเวลา และช่วงเวลาที่ลงเรือ เว็บไซต์นี้ยังไม่ประกาศราคากลางของตนเอง ราคาซึ่งยืนยันได้สำหรับวันเดินทางสอบถามทาง LINE @sangkhlaburi หรือโทร 081 654 5922

เชิงอรรถและแหล่งข้อมูล

ข้อความในเครื่องหมายคำพูดคัดจากหน้าเว็บของหน่วยงานตามที่ปรากฏ ณ วันที่เปิดอ่าน

  1. เทศบาลตำบลวังกะ, สถานที่สำคัญ: วัดเก่าจมน้ำ ข้อความว่า "วัดใต้น้ำ หรือวัดจมน้ำ คือวัดวังก์วิเวการามเดิม" "นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน เป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำหลังเขื่อนลดลงมาก จะสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมโบสถ์เก่าได้ ณ บริเวณสามประสบ" "ตั้งแต่ประมาณตุลาคม - มกราคม อาจจะได้เห็นแค่บางส่วนของตัวโบสถ์ที่โผล่พ้นน้ำ" และ "มีเพียงวัดสมเด็จเท่านั้นที่ไม่จมอยู่ใต้น้ำ เพราะตั้งอยู่บนเนินเขาสูง" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.wangka.go.th/detailRev2.php?page=4&id=47 ↩
  2. จังหวัดกาญจนบุรี, ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว อำเภอสังขละบุรี หัวข้อเมืองบาดาล ข้อความว่า "เมืองบาดาล ในอดีตเป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะ หรือพระครูอุดมสังวรเถระ" "โดยตัววัดถูกน้ำเข้าท่วมในช่วงที่สร้างเขื่อน ทำให้จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยในช่วงน้ำลดจะสามารถสังเกตเห็นตัวโบสถ์ของวัดได้อย่างชัดเจน" และหัวข้อวัดวังก์วิเวการาม ข้อความว่า "เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกระเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.kanchanaburi.go.th/au/travel/ampur_sangkhlaburi.php ↩
  3. เทศบาลตำบลวังกะ, สถานที่สำคัญ: วัดวังก์วิเวการาม ข้อความว่า "หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกับชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญ ได้ร่วมกันสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2496 ที่บ้านวังกะล่าง" "ในปี พ.ศ. 2505 ได้รับอนุญาตจากกรมศาสนาให้ใช้ชื่อว่า วัดวังก์วิเวการาม" และ "ซึ่งเมื่อกักเก็บน้ำแล้ว น้ำในเขื่อนจะท่วมตัวอำเภอเก่ารวมทั้งบริเวณหมู่บ้านชาวมอญทั้งหมด ทางวัดจึงได้ย้ายมาอยู่บนเนินเขาในที่ปัจจุบัน" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.wangka.go.th/detailRev2.php?page=4&id=46 ↩
  4. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ข้อความว่า "เขื่อนวชิราลงกรณ เดิมชื่อว่า “เขื่อนเขาแหลม”" "ตั้งอยู่บนแม่น้ำแควน้อย ในท้องที่ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการก่อสร้างในปี พ.ศ. 2522" "ในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2527 ได้กดปุ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าหน่วยที่ 3 ทำการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบเป็นครั้งแรก" และการพระราชทานนามแทนชื่อเขื่อนเขาแหลม "เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2544" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.egat.co.th/home/vajiralongkorn-dm/ ↩
  5. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, เขื่อนวชิราลงกรณ (ลักษณะเขื่อนและโรงไฟฟ้า) ข้อความว่า "พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 388 ตารางกิโลเมตร" และ "ความจุอ่างเก็บน้ำ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.egat.co.th/home/vajiralongkorn-dm-specification/ ↩
  6. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ กฟผ. "02 ตุลาคม 2569 เวลา 24.00 น." แถวเขื่อนวชิราลงกรณ: ระดับเก็บกัก 154.77 ม.รทก. · ปริมาณน้ำกักเก็บ 8,772 ล้าน ลบ.ม. · 99.00% · รับน้ำได้อีก 88.39 ล้าน ลบ.ม. (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://water.egat.co.th/water_crisis.php ↩
  7. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สถิติปริมาณน้ำใช้งานได้ เลือกเขื่อนวชิราลงกรณ ค่า "ปริมาตรน้ำใช้งานได้เฉลี่ย ณ วันเดียวกัน" ของวันที่ 1 แต่ละเดือน: มกราคม 61% · กุมภาพันธ์ 56% · มีนาคม 49% · เมษายน 39% · พฤษภาคม 30% · มิถุนายน 24% · กรกฎาคม 25% · สิงหาคม 39% · กันยายน 58% · ตุลาคม 67% · พฤศจิกายน 70% · ธันวาคม 66% และ "ปริมาตรน้ำใช้งานได้สูงสุด ณ วันเดียวกัน" ของวันที่ 1 กรกฎาคม 2,817 ล้าน ลบ.ม. 48% (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://water.egat.co.th/dryplan/stat.php ↩
  8. เทศบาลตำบลวังกะ, สถานที่สำคัญ: วัดศรีสุวรรณ ข้อความว่า "วัดศรีสุวรรณ เดิมชื่อวัดนิเถะ ชาวกะเหรี่ยงอพยพถิ่นฐานอยู่ลุ่มแม่น้ำรันตีตั้งชื่อว่าหมู่บ้านนิเถะ แปลว่าต้นผึ้ง" และ "ต่อมาในปี พ.ศ.2509 กรมศาสนาได้กำหนดให้เปลี่ยนชื่อจากวัดนิเถะเป็นวัดศรีสุวรรณ" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.wangka.go.th/detailRev2.php?page=4&id=45 ↩
  9. เทศบาลตำบลวังกะ, สถานที่สำคัญ: วัดสมเด็จ ข้อความว่า "วัดสมเด็จ ตั้งอยู่ ม.3 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี" และ "สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบ ไทย มอญและพม่า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2509" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.wangka.go.th/detailRev2.php?page=4&id=44 ↩
  10. จังหวัดกาญจนบุรี, ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว อำเภอสังขละบุรี หัวข้อเที่ยวป่าสังขละบุรี ข้อความว่า "เป็นบริการนำเที่ยวของสถานที่พักในเขตอำเภอสังขละบุรี โดยจัดให้นักท่องเที่ยวล่องเรือไปตามลำน้ำซองกะเลีย" และหัวข้อสะพานมอญ ข้อความว่า "บริเวณสะพานแห่งนี้เป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์ที่สวยงามสามารถมองเห็นลำห้วยสายต่างๆ คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ที่ไหลมารวมกันเป็นสามประสบ" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.kanchanaburi.go.th/au/travel/ampur_sangkhlaburi.php ↩
  11. เทศบาลตำบลวังกะ, สถานที่สำคัญ: สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) ข้อความว่า "หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดำเนินการสร้าง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนไทย กะเหรี่ยง และมอญ ได้สัญจรไปมาหาสู่กันได้" และ "นักท่องเที่ยวจะนิยมมาเดินเยี่ยมชมสะพานเพื่อชมแสงสีทองของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า หากเป็นช่วงฤดูหนาวก็จะได้ชมสายหมอกยามเช้า" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.wangka.go.th/detailRev2.php?page=4&id=50 ↩
  12. เทศบาลตำบลวังกะ, สถานที่สำคัญ: พุทธอุทยาน พระราชอุดมมงคล (วัดวังก์ฯ) ข้อความว่า "พระองค์ใหญ่ หรือ พระพุทธโลกนาถศาสดา ตั้งอยู่ที่ พุทธอุทยานวัดวังก์วิเวการาม" และ "บริเวณนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองสังขละบุรีและผืนป่าได้แบบพาโนรามา" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.wangka.go.th/detailRev2.php?page=4&id=64 ↩
  13. องค์การบริหารส่วนตำบลหนองลู, ประวัติความเป็นมา ข้อความว่า "ฤดูฝน ประมาณ เดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม (ประมาณ 6 เดือน)" (เปิดอ่าน 26 ก.ย. 2569) https://www.hnongloo.go.th/history-rev2 ↩
  14. เทศบาลตำบลวังกะ, สภาพทั่วไป ข้อความว่า "เทศบาลตำบลวังกะ สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไป ประกอบด้วยป่าไม้และภูเขาสูง มีที่ราบเป็นบางส่วนนอกนั้นเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม)" (เปิดอ่าน 3 ต.ค. 2569) https://www.wangka.go.th/condition ↩