ทุ่งหวาย เชิงเขา และเรื่องเล่าป่าที่ทำให้เราเดินทางเบาลง
เวียคะดี้เป็นหมู่บ้านที่ควรค่อย ๆ เข้าไปหา ไม่ใช่เพราะอยู่ไกลจนลำบาก แต่เพราะจังหวะของที่นี่ไม่เหมาะกับความรีบร้อน ทุ่งนากว้างแนบเชิงเขา วัดเวียคะดี้ที่มีพระเจดีย์อุณาโลมและลั่นทมโบราณ พิธีผูกข้อมือของพี่น้องกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ และเรื่องเล่าป่าของคนพื้นถิ่นทำให้เส้นทางสั้น ๆ จากสังขละบุรีกลายเป็นการเยี่ยมเยือนที่ต้องมีมารยาทต่อสถานที่
เวียคะดี้ หรือบ้านทุ่งหวาย
ฐานข้อมูลวิกิชุมชนของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า บ้านเวียคะดี้ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และมีชื่อท้องถิ่นว่า “เวียคาดี้”
ชื่อหมู่บ้านเป็นภาษาปกาเกอะญอ โดย “เวีย” หมายถึงทุ่ง ส่วน “คะดี้” หมายถึงหวายขม รวมความได้ว่า “หมู่บ้านทุ่งหวาย” ชื่อนี้ทำให้เวียคะดี้ไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางบนแผนที่ แต่เป็นภูมินามที่เก็บร่องรอยของพืช ป่า และวิถีคนอยู่กับพื้นที่มานาน
ก่อนอ่านเรื่องประเพณีในหน้านี้ ควรวางคำว่า “กะเหรี่ยง” ให้ตรงเสียก่อน เพราะในประเทศไทยมีพี่น้องกะเหรี่ยงหลายกลุ่ม พิธีลาขุและเรื่องเล่าที่กล่าวถึงในบทความนี้หมายถึงบริบทของพี่น้องกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ หรือที่คนในพื้นที่บางส่วนออกเสียงและเขียนว่า “ปากะญอ” ในบ้านเวียคะดี้และกลุ่มบ้านใกล้เคียง ไม่ได้หมายรวมแทนกะเหรี่ยงทุกกลุ่มในประเทศไทย
แหล่งเดียวกันอธิบายว่าเวียคะดี้เป็นชุมชนชนบทและชุมชนชาติพันธุ์ มีภาพจำร่วมสมัยในฐานะหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ พ.ศ. 2558 และชุมชนนวัตวิถีแห่งเมืองกาญจนบุรี สำหรับนักเดินทาง นี่คือข้อมูลที่ช่วยให้เรามองทุ่งนาและบ้านเรือนไม่ใช่ฉากสวย ๆ แต่เป็นบ้านของผู้คนจริง ๆ
ภาพสวยของเวียคะดี้มีชีวิตประจำวันอยู่ข้างใน
สิ่งที่ทำให้เวียคะดี้น่าจดจำคือความเรียบง่ายของภูมิประเทศ ทุ่งนากว้างอยู่หน้าแนวเขา บ้านเรือนกระจายตัวอยู่กับต้นไม้ และเส้นทางเล็ก ๆ ทำหน้าที่เชื่อมพื้นที่ทำกินกับพื้นที่อยู่อาศัย ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่ฉากธรรมชาติแยกจากชุมชน แต่เป็นภูมิทัศน์ทำมาหากินของคนในหมู่บ้าน
SAC บันทึกว่าเวียคะดี้มีการขยายตัวเป็นกลุ่มบ้านสำคัญ เช่น ช่องลุ ชูแหละ และโมระข่า การเดินทางในพื้นที่จึงควรมองเวียคะดี้เป็นเครือข่ายของกลุ่มบ้าน มากกว่ามองเป็นจุดเดียวที่แวะถ่ายรูปแล้วผ่านไป
หากมีเวลาเพียงครึ่งวัน เวียคะดี้เหมาะกับการหยุดดูทุ่งนา เดินทางต่อจากห้วยมาลัย และกลับเข้าตัวเมืองสังขละบุรีแบบไม่เหนื่อย แต่ถ้าตั้งใจจะเข้าช่วงงานประเพณีหรือเยี่ยมกลุ่มบ้านย่อย ควรมีคนพื้นที่ช่วยนัดหมายและช่วยดูจังหวะให้ โดยเฉพาะช่วงประเพณีผูกข้อมือที่หน่วยงานท้องถิ่นมีการประกาศจัดงานเป็นรายปี
พระเจดีย์อุณาโลม ลั่นทมโบราณ และความเงียบของอาคารไม้
ในหมู่บ้านที่ชื่อแปลว่าทุ่งหวาย วัดเวียคะดี้ทำหน้าที่มากกว่าสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา วัดเป็นพื้นที่รวมใจของหมู่บ้าน เป็นที่จัดงานประเพณี และเป็นเหมือนสมุดบันทึกกลางแจ้งที่เก็บทั้งตำนาน ศรัทธา ต้นไม้เก่า และรอยมือของคนหลายรุ่นไว้ด้วยกัน
ฐานข้อมูลศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรบันทึกว่าวัดเวียคะดี้มีโบราณสถานสำคัญคือ “พระเจดีย์อุณาโลม” หรือเจดีย์สององค์ ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว ส่วนเอกสารท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองลูเล่าตำนานเจดีย์แก้บนสององค์ไว้ในเรื่องชื่อบ้านเวียคะดี้ ทำให้เจดีย์ไม่ใช่เพียงจุดหมายทางสายตา แต่เป็นรอยต่อระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และศรัทธาของชุมชน
ใกล้เจดีย์ยังมีต้นลั่นทมโบราณขนาดใหญ่ แหล่งข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรบันทึกว่าเป็นต้นไม้เก่าแก่ที่ชาวบ้านเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าสมัยพระนเรศวรมหาราช การได้ยืนใต้ร่มไม้เช่นนี้จึงควรเป็นจังหวะของการสงบใจ มากกว่าการรีบถ่ายรูปให้ครบจุด เพราะต้นไม้เก่าในวัดชนบทมักเป็นทั้งร่มเงา ความทรงจำ และพยานเงียบของพิธีกรรมจำนวนมาก
สำหรับอาคารไม้ในวัด ฐานประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรระบุว่าวัดเวียคะดี้ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2484 และบันทึกอาคารไม้สำคัญ เช่น หอสวดมนต์ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2498 รวมถึงศาลาการเปรียญไม้ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2529 ส่วนโบสถ์ไม้เก่าที่คนในพื้นที่ชี้ให้เห็นควรอ่านด้วยความเคารพต่อความทรงจำของวัดมากกว่าตัดสินด้วยตัวเลขเพียงบรรทัดเดียว เพราะอาคารแบบนี้เก็บทั้งรอยมือช่าง รอยซ่อม และการใช้งานต่อเนื่องของคนหลายรุ่น
เรื่องหวายเองก็ยังไม่หลุดจากพื้นที่นี้ เอกสารท้องถิ่นบันทึกว่าบริเวณบ้านเวียคะดี้เคยมีหวายหลายชนิดขึ้นอยู่มาก ทั้งเถาใหญ่และเถาเล็ก ใช้ผูกแพ ทำเครื่องเรือน และทำเครื่องใช้ในครัวเรือน หากได้เดินกับคนในชุมชน เส้นหวายใหญ่ยาวที่ยังปรากฏอยู่จะช่วยทำให้ชื่อ “บ้านทุ่งหวาย” กลับมาเป็นภาพจริงตรงหน้า
พิธีของพี่น้องกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ เมื่อเส้นด้ายขาวทำหน้าที่เรียกขวัญให้กลับบ้าน
เอกสารฐานข้อมูลประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองลูอธิบายว่า ประเพณีผูกข้อมือเดือนเก้าในบริบทบ้านเวียคะดี้เป็นพิธีของพี่น้องกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่สืบต่อกันทุกปีในช่วงคืนวันขึ้น 15 ค่ำเดือนเก้า มีเครื่องประกอบพิธี เช่น ข้าว น้ำ และด้ายผูกข้อมือ ผู้เฒ่าผู้แก่จะเป็นผู้ผูกข้อมือเรียกขวัญ ให้ศีลให้พร และรับการขอขมาจากลูกหลาน
ในคำอธิบายของพี่น้องกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ เดือนสิงหาคมเรียกว่า “ลาขุ” จึงมีผู้เรียกพิธีนี้ว่า “การผูกข้อมือลาขุ” เป็นประเพณีใหญ่ของชุมชนที่จัดในช่วงเดือนสิงหาคมเท่านั้น โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง เพราะวัดเป็นพื้นที่รวมใจและมีบริเวณพอให้คนแก่ หนุ่มสาว เด็ก และเยาวชนในหมู่บ้านมาร่วมพิธีพร้อมกัน
ภาพของพิธีนี้งดงามตรงความใกล้ชิด ไม่ใช่ความอลังการ คนในครอบครัวนั่งอยู่ใกล้กัน ผู้ใหญ่แตะข้อมือลูกหลานด้วยด้ายขาว น้ำเสียงพร และความปรารถนาดี สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้มาเยือนเข้าใจคำว่า “วัฒนธรรมมีชีวิต” ได้ชัดกว่าการอ่านป้ายข้อมูลหลายหน้า
ในบันทึกคำบอกเล่าที่ผมได้รับจากพื้นที่ พิธีลาขุมีการเรียกขวัญตั้งแต่ช่วงเย็น ชายหนุ่ม 7 คนและหญิงสาว 7 คนช่วยจับด้ายวนรอบทิศตามวันทั้ง 7 วัน เช้าวันรุ่งขึ้นผู้อาวุโสจะเคาะจานไม้ด้วยไม้พายข้าวเพื่อเรียกขวัญอีกครั้ง แล้วจึงผูกข้อมือ หรือที่เรียกว่า “ปรือกะหล่า” ให้ลูกหลาน
ถ้าคุณอยากถ่ายภาพหรือเข้าร่วมชมพิธี ควรขออนุญาตและนัดหมายก่อนเสมอ เพราะพิธีผูกข้อมือเป็นพื้นที่จริงของครอบครัวและชุมชน การเดินเข้าไปอย่างเบา ๆ ทำให้ภาพที่ได้ไม่เพียงสวย แต่ยังมีความถูกต้องต่อใจของเจ้าของพื้นที่ด้วย
ขวัญ 6 ตำแหน่งในคำบอกเล่า
ความเชื่อเรื่องขวัญทำให้พิธีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผูกด้าย แต่เป็นการเรียกชีวิตด้านในให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว
- กะหล่าโคะที
ขวัญกะหม่อม - กะหล่าสะนา
ขวัญหน้าอก - กะเหล่าวือแชว
ขวัญมือขวา - กะหล่าจือเจ้
ขวัญมือซ้าย - กะหล่าเคลอดคี
ขวัญหลัง - กะหล่าค้อทิ
ขวัญเท้า
อุปกรณ์ 13 อย่างบนถาดผูกข้อมือ
สิ่งของในพิธีทำหน้าที่เป็นภาษาของชุมชน แต่ละอย่างบอกเรื่องความซื่อตรง ความสามัคคี ความร่มเย็น และการสืบทอดชีวิต
- จานไม้
- ไม้พายข้าว
- ด้ายขาว
- ข้าวสุก 7 คำ
- ข้าวต้มจอกตัวผู้และตัวเมีย
- ข้าวเหนียวงา
- น้ำ
- กล้วยสุก
- น้ำอ้อย
- ดอกลาขุ
- เผี้ยวัวดำ หรือพอกี้ก่อ
- มะพร้าว
- เทียนไขขี้ผึ้ง
อ่านความหมายโดยย่อของอุปกรณ์ในพิธี
จานไม้ เตือนให้ลูกหลานเชื่อฟังพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และผู้นำชุมชนด้วยความซื่อตรง
ไม้พายข้าว สื่อถึงคุณสมบัติของผู้นำที่ต้องเข้าใจศาสนา ประเพณี วินัย คุณธรรม การเสียสละ ความรู้ การทำดี และความละอายต่อความชั่ว
ด้ายขาว คือความบริสุทธิ์ เยือกเย็น และเป็นสัญลักษณ์ว่าผู้ผูกข้อมือคือพวกเดียวกัน
ข้าวสุก 7 คำ สื่อถึงการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนและความสามัคคี
ข้าวต้มจอกตัวผู้และตัวเมีย เตือนให้หญิงชาย เด็ก และผู้ใหญ่ ร่วมมือกันในการทำกิจกรรมของชุมชน
ข้าวเหนียวงา เปรียบเหมือนความเหนียวแน่น ไม่แตกแยกจากกัน
น้ำ คือความร่มเย็น และการไม่เป็นศัตรูกับใครไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันหรือต่างเผ่าพันธุ์
กล้วย สื่อถึงการรวมตัวเป็นเครือ เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน
น้ำอ้อย คือความอ่อนหวาน สัมพันธไมตรี และความเจริญที่ค่อย ๆ สูงขึ้นเหมือนปล้องอ้อย
ดอกลาขุ ดอกไม้สีขาวกลิ่นหอมที่ออกในช่วงเดือนสิงหาคม สื่อถึงความซื่อตรงต่อครอบครัว
เผี้ยวัวดำ หรือพอกี้ก่อ เปรียบกับรากไม้ที่ยึดดินแน่น เป็นภาพของความเข้มแข็งและการแผ่ขยายของชุมชน
มะพร้าว มีเปลือก กะลา เนื้อ และน้ำ สื่อถึงผู้นำ การคุ้มครองหมู่บ้าน และฐานที่ดินทำกินที่มั่นคง
เทียนไขขี้ผึ้ง คือแสงสว่างของปัญญาและความเจริญรุ่งเรืองของลูกหลาน
คำเรียกขวัญมีทั้งการตามหา การเตือน และการอวยพร
ขวัญที่หลงทาง อยู่ในป่า อยู่บ้านอื่น หรือเมืองอื่น ถูกเรียกให้กลับมากินข้าวและดื่มน้ำของบ้านตนเอง
เตือนลูกหลานไม่ให้หลงเชื่อคนแปลกหน้า คนโกหก หรือคนที่ไม่รู้จัก
อวยพรให้มีข้าวกิน มีทรัพย์สิน มีบารมี และอยู่เย็นเป็นสุข
เรื่องเสือสมิงไม่ใช่แค่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นวิธีที่ป่าสอนให้คนรู้จักกัน
พี่น้องกะเหรี่ยงปกาเกอะญอท่านหนึ่งจากบ้านโมรข่าเคยเล่าให้ผมฟังว่า ในป่าลึก เสือสมิงอาจแปลงกายเป็นคนเมื่อจะทำร้ายชาวบ้าน คนที่พบจึงต้องรู้จักสังเกตข้อมือ หากเป็นคนจริงย่อมมีฝ้ายขาวผูกข้อมือเรียกขวัญ แต่ถ้าไม่มีฝ้ายขาว อาจไม่ใช่คนที่เราควรไว้ใจ
หากอ่านอย่างผิวเผิน เรื่องนี้อาจฟังเหมือนเรื่องน่ากลัว แต่ในอีกชั้นหนึ่ง มันคือวิธีอธิบายความหมายของด้ายขาวอย่างเรียบง่าย ด้ายบนข้อมือไม่ใช่เครื่องประดับ แต่เป็นสัญญาณของการมีขวัญ มีชุมชน มีผู้ใหญ่ผูกพรให้ และเป็นเครื่องหมายว่าเรายังเป็นคนของกันและกัน
สำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้ป่า เรื่องเล่าแบบนี้มักไม่ได้แยกขาดจากชีวิตจริง ป่าเป็นทั้งที่ทำกิน ที่เก็บของป่า ที่กำบังฝน ที่ให้ยา ที่ให้ไม้ และในเวลาเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่ต้องรู้ทาง รู้ฤดูกาล และรู้ข้อห้าม เรื่องเสือสมิงจึงควรถูกอ่านในฐานะคติชนที่ช่วยให้คนรุ่นหลังจำได้ว่า ป่าไม่ใช่สถานที่ว่างเปล่าสำหรับการผจญภัยของคนนอก
เมื่อนำเรื่องเล่านี้กลับมาวางข้างทุ่งนาเวียคะดี้ ภาพของหมู่บ้านจึงลึกขึ้นอีกชั้น เราไม่ได้เห็นแค่ทุ่งสีเขียวและหมอกสวย แต่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคน บ้าน ป่า และความทรงจำ การท่องเที่ยวที่ดีจึงเริ่มจากการฟังมากกว่าการรีบตัดสิน และจากการถามก่อนถ่ายมากกว่าการยกกล้องขึ้นทันที
ถ้าอยากไปเวียคะดี้ให้รู้สึกดีกับทั้งสองฝ่าย
ไปเช้าและไม่เร่ง
ออกจากตลาดสังขละบุรีแต่เช้า แวะห้วยมาลัย แล้วต่อเข้าเวียคะดี้ จะมีเวลาอยู่กับทุ่งนาและแสงเช้าโดยไม่ต้องเร่งชุมชน
นัดหมายก่อนเข้าพิธี
พิธีผูกข้อมือของพี่น้องปกาเกอะญอหรืองานชุมชนไม่ใช่โชว์ท่องเที่ยว ควรให้คนในพื้นที่ช่วยประสานและบอกข้อควรปฏิบัติก่อน
ให้รายได้อยู่ในพื้นที่
ใช้รถ คนพาเที่ยว หรืออาหารจากคนท้องถิ่นเมื่อเป็นไปได้ รายได้เล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้การท่องเที่ยวมีน้ำหนักต่อชุมชนจริง
หากต้องการให้คนพื้นที่ช่วยดูจังหวะเส้นทางห้วยมาลัย-เวียคะดี้ หรืออยากจัดทริปที่มีเวลาฟังเรื่องเล่าและไม่รบกวนพิธีชุมชน สามารถติดต่อผ่าน LINE OA เพื่อให้ช่วยประสานรถหรือคนพาเที่ยวที่เหมาะกับวันเดินทาง
@sangkhlaburiขอขอบคุณ
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), “บ้านเวียคะดี้,” วิกิชุมชน. wikicommunity.sac.or.th/community/1141
- องค์การบริหารส่วนตำบลหนองลู, “ฐานข้อมูลประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นในตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี.” hnongloo.go.th/dnm_file/news/7701028_side1.pdf
- ฐานข้อมูลวัดทั่วราชอาณาจักร, “วัดเวียคะดี้,” เผยแพร่ผ่าน ClassStart Books. books.classstart.org/thai-buddhist-temples/21/วัดเวียคะดี้.html
- องค์การบริหารส่วนตำบลหนองลู, “โครงการงานประเพณีผูกข้อมือเดือนเก้า ประจำปี 2568.” hnongloo.go.th/news-detail?hd=1&id=4785
- เอกสยาม ชัยศร, บันทึกคำบอกเล่าจากพี่น้องกะเหรี่ยงปกาเกอะญอบ้านโมรข่าและงานเขียนต้นทางเรื่องเสือสมิงกับการผูกข้อมือ. facebook.com/photo/?fbid=1131205290226993